สถิติผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้21
mod_vvisit_counterเมื่อวาน101
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้122
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว575
mod_vvisit_counterเดือนนี้21
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว4872
mod_vvisit_counterทั้งหมด497936

มีผู้ใช้งาน: 19 บุคคลทั่วไป, 2 bots ออนไลน์
IP ของคุณ: 10.155.55.2
 , 
Today: พ.ค. 01, 2017


เจตคติทางวิทยาศาสตร์ 20 ประการ (Twenty Science Attitude) PDF พิมพ์ อีเมล

หัวใจของการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ นอกจากทำให้นักเรียนเข้าใจและสรุปองค์ความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง ได้พัฒนาการคิดระดับสูง สามารถเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ กับชีวิตจริงได้แล้ว ยังต้องทำให้นักเรียนมีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ตามสาระที่ 8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี Bronoski , Diederich และ Whaley & Surratt ได้เขียนบทความไว้ในวารสาร The Kansas School Naturalist, Vol.35,No.4,  April 1989 (แม้จะเขียนไว้นานมากแล้ว แต่ก็ยังสามารถนำแนวคิดนี้มาใช้ได้สำหรับการจัดการเรียนการสอนปัจจุบัน) ดังนี้

1.  ชอบทำการทดลองหรือสำรวจตรวจสอบ(Empiricism) นักวิทยาศาสตร์ชอบค้นหาให้พบความจริง  “คุณไม่ต้องถกเถียงกันว่าฝนกำลังตกอยู่ข้างนอกหรือไม่ เพียงแต่ยื่นมือออกไปจากหน้าต่างก็จะรู้” สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความคิดนี้คือความเชื่อที่ว่า มีโลกแห่งความเป็นจริงอย่างหนึ่งที่เป็นไปตามกฎคงตัวในธรรมชาติ  เราสามารถตรวจสอบโลกแห่งความเป็นจริงนั้น และสร้างความเข้าใจในความจริงนั้นได้ ความจริงนั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามเรา และโลกแห่งความเป็นจริงก็จะไม่ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของเรา  เราจะไม่หยั่งเสียงขอความเห็นชอบกับวิทยาศาสตร์

2.  ตกลงใจอย่างมีเหตุผล (Determinism) ทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุผล ดังตัวอย่างง่ายๆ คือ แรงกริยา เป็นเหตุของแรงปฏิกิริยา ผลจะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีเหตุ  ทั้งนี้กระบวนการบางอย่างก็เป็นไปแบบสุ่ม หรือ อลหม่านไร้รูปแบบ  แต่สิ่งที่เป็นเหตุมิได้ก่อให้เกิดผลเพียงอย่างเดียวในวันนี้ และอีกอย่างหนึ่งในวันพรุ่งนี้

3. เชื่อว่าทุกปัญหามีคำตอบ (A belief that problems have solutions) ปัญหาหลักทั้งหลายได้รับการแก้ไขมาแล้วในอดีต  นับตั้งแต่โครงการ Manhattan (โครงการระเบิดนิวเคลียร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2)ไปจนถึง การส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์  ปัญหาอื่น ๆ เช่นมลพิษ สงคราม ความยากจน  และสิ่งที่เราหลีกเลี่ยง ล้วนแต่มีสาเหตุที่แท้จริง และสามารถแก้ไขได้ แม้บางทีจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็เป็นไปได้

4.  แสวงหาสิ่งที่ง่าย (Parsimony) ชอบสิ่งที่ง่ายมากกว่าสิ่งที่ซับซ้อน  เช่น เมื่อมีคำอธิบายเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์โดยกล่าวถึง 2 ระบบคือระบบซับซ้อนที่ยึดว่าโลกเป็นศูนย์กลางของ วงโคจร และระบบอย่างง่ายที่ถือว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของวงโคจร  เราจะเลือกคำอธิบายที่ง่าย

5.  การปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific manipulation) ความคิดใดๆ แม้ว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ และสอดคล้องกับผลที่สังเกตได้  จะต้องสามารถยืนยันได้โดยการปฏิบัติ เพื่อให้เห็นว่าไม่ใช่ความบังเอิญที่เกิดขึ้นด้วยสาเหตุอื่นๆ

6.  ช่างสงสัย (Skepticism) ข้อความเกือบทั้งหมดถือเป็นสมมติฐานที่ต้องพิสูจน์ บางครั้งนักวิทยาศาสตร์จะมาถึงจุดปลายทางที่ล้มเหลวในการวิจัย และจะต้องกลับไปพิจารณาว่าสมมติฐานทั้งหมดที่ตั้งไว้เป็นจริงสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกหรือไม่

7.  ความแม่นยำ (Precision) นักวิทยาศาสตร์จะไม่อดทนต่อข้อความที่หละหลวม ไวรัสชนิดหนึ่งเป็นสาเหตุของโรค  ไวรัสมากเท่าไรที่จะทำให้เกิดการอักเสบ มีร่างกายชนิดใดที่สร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสหรือไม่ นักวิทยาศาสตร์จะเป็นคนแน่นอนและรอบคอบมาก

8.  ยอมรับกระบวนทัศน์ (Respect for paradigms) กระบวนทัศน์หมายถึงความเข้าใจในภาพรวมว่าสิ่งต่างๆบนโลกทำงานอย่างไร มโนทัศน์หนึ่งเหมาะกับความเข้าใจในภาพรวมหรือไม่ หรือมันไม่เป็นไปตามความรู้ของเราเกี่ยวกับโลกแห่งความเป็นจริง   ถ้ามันไม่เหมาะ มันก็ไม่มีประโยชน์ และนักวิทยาศาสตร์ก็จะกลับไปค้นหาว่ามโนทัศน์ใหม่ผิดพลาด หรือ จะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์

9.  ยอมรับพลังของโครงสร้างเชิงทฤษฎี (A respect for power of theoretical structure) Diederich  กล่าวว่านักวิทยาศาสตร์มักจะไม่เห็นด้วยกับทัศนคติที่ว่า “ มันเป็นจริงในเชิงทฤษฎีแต่มันไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ”  เขาชี้ว่าทฤษฎีจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อมันเป็นไปได้ในทางปฏิบัติเท่านั้น    แท้จริงแล้วความถูกต้องของทฤษฎีอยู่ที่จุดหมายปลายทางของงานที่นักวิทยาศาสตร์กำลังทำ ไม่มีความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกสะสมไว้โดยวิธีสุ่ม (นี่เป็นความเข้าใจที่นักเรียนที่เข้าร่วมงานประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์จะต้องเรียนรู้)

10.  เต็มใจที่จะเปลี่ยนความคิดเห็น (Willing to change opinion) เมื่อ Harold Urey ผู้เขียนหนังสือทฤษฎีเกี่ยวกับการเกิดผิวดวงจันทร์  ได้ตรวจสอบหินที่นำมาจากดวงจันทร์โดยยานอะพอลโล   เขายอมรับทันทีว่าทฤษฎีของเขาไม่เหมาะกับความจริง  เขายอมรับว่า เขาผิดพลาด เขาประกาศ  ออกไปโดยไม่ต่อต้านว่าทฤษฎีของเขาถูกใช้มาหลายสิบปี

11.  เคารพต่อความจริง (Royalty to reality) Dr. Urey ไม่เพียงแต่เปลี่ยนไปสู่ความคิดใหม่ แต่เขายอมรับแบบจำลองที่เหมาะสมกับความจริงมากกว่า  เขาไม่เคยพิจารณาที่จะยึดติดกับความคิดเห็นเพราะว่ามันเกี่ยวพันกับชื่อเสียงของเขา

12.  ไม่เชื่อในไสยศาสตร์หรืออำนาจลึกลับ และเห็นชอบคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์อย่างอัตโมมัติ (Aversion to superstition and automatic preference for scientific explanation) ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดที่รู้หลักฐานของการทดลองทั้งหมดภายใต้มโนทัศน์วิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ดังนั้นเขาจึงเชื่อความคิดเห็นบางอย่างโดยไม่เข้าใจพื้นฐาน  นักวิทยาศาสตร์ปฏิเสธอำนาจลึกลับ และเห็นชอบกระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ มากกว่าความซาบซึ้งในพลังของความรู้ที่มีพื้นฐานมาจากความจริง

13.  กระหายความรู้ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนทางปัญญา (A thirst for knowledge, an intellectual drive) นักวิทยาศาสตร์มุ่งมั่นอยู่กับการแก้ปัญหา ตัวต่อชิ้นเล็กๆที่ไม่พอดีจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของนักวิทยาศาสตร์  อย่างไรก็ตามดังที่ Diederich ให้ข้อคิดไว้ว่า  นักวิทยาศาสตร์ยินดีจะมีชีวิตอยู่กับความไม่สมบูรณ์ มากกว่า  “การที่จะเป็นผู้เติมเต็มช่องว่างด้วยคำอธิบายที่ไม่มีหลักฐาน”

14.  ชะลอการตัดสินใจ (Suspended judgment) นักวิทยาศาสตร์จะไม่แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นปัญหาที่ได้รับมอบหมาย จนกว่าจะได้สำรวจตรวจสอบแล้ว  เพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะยกเลิกความคิดเห็นที่ได้แสดงออกไปแล้ว  นักวิทยาศาสตร์มักจะทำให้เราค้นหาความจริงเพื่อสนับสนุนความคิดเห็น  อย่างไรก็ตามเราต้องมีความปรารถนาที่จะตั้งสมมติฐานที่ดีที่สุดเมื่อมีเวลาและโอกาส

15.  ความตระหนักในเงื่อนไข (Awareness of assumptions) Diederich กล่าวว่านักวิทยาศาสตร์เริ่มทำงานโดยนิยามคำศัพท์ ทำความชัดเจนกับเงื่อนไขต่างๆ  ลดเงื่อนไขที่จำเป็นให้น้อยลง เราต้องการนักวิทยาศาสตร์ที่สร้างคำอธิบายกว้างๆเกี่ยวกับโลกอันซับซ้อนใบนี้  แต่ปกติแล้วนักวิทยาศาสตร์มักจะมีความเฉพาะเจาะจงในเรื่องที่เขารู้  และจะกล่าวถึงมันอย่างแน่นอนว่า ถ้าเงื่อนไขเหล่านี้เป็นจริงผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างนี้ และอย่างนี้

16.  ความสามารถในการแยกมโนทัศน์พื้นฐานออกจากสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่สำคัญ (Ability to separate fundamental concepts from irrelevant or unimportant) นักเรียนวิทยาศาสตร์ที่อายุยังน้อยอยู่มักจะเสียเวลาอยู่กับการสังเกตและข้อมูลที่มีความสำคัญน้อยต่อการสร้างมโนทัศน์ที่ต้องการสำรวจตรวจสอบ

17.  ยอมรับข้อมูลเชิงปริมาณ และซาบซึ้งในคณิตศาสตร์ในฐานะที่เป็นภาษาหนึ่งของวิทยาศาสตร์ (Respect for quantification and appreciation of mathematics as a language of science) ความสัมพันธ์ในธรรมชาติส่วนมากมักมีรูปแบบ และเป็นความสัมพันธ์เชิงคณิตศาสตร์ เมื่อมีการตรวจวัดเชิงตัวเลข  และความงามเหล่านี้จะยังคงมีอยู่โดยไม่ต้องมีเครื่องมือวัด

18.  ความซาบซึ้งในความน่าจะเป็น และสถิติ (An appreciation of probability and statistics) ค่าสหสัมพันธ์ไม่ใช่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงเหตุ และผล  แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์โบราณได้มาจากการพิสูจน์โดยใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบังเอิญ  คนที่มีประสบการณ์น้อยทางสถิติ จะมีความยากลำบากในการเข้าใจมโนทัศน์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

19.  เข้าใจว่าความรู้ทั้งหมดมีข้อจำกัดในด้านความคงทน (An understanding that all knowledge has tolerance limits) เมื่อวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนโลก อย่างระมัดระวัง  จะพบว่าข้อมูลเชิงปริมาณจะกระจายเพียงเล็กน้อยรอบๆค่าเฉลี่ย  เช่น อุณหภูมิของร่างกายมนุษย์ ความเร่งของวัตถุที่ตกลงมาอย่างอิสระจะมีค่าแน่นอน แต่ก็จะมีการแปรผันเล็กน้อย  ไม่มีปริมาณใดที่แน่นอนอย่างสัมบูรณ์

20.  การยอมรับข้อจำกัดของมนุษย์ ( Empathy for the human condition) ตรงกันข้ามกับความเชื่อในสิ่งที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ยังมีระบบค่านิยมทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์  ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวที่สามารถจินตนาการสิ่งต่างๆที่ไม่ถูกกระทบโดยการกระตุ้นอย่างทันทีทันใดในสภาพแวดล้อม  ดังนั้นเราจึงเป็นสัตว์โลกที่สามารถมองกลับไปยังอดีต และวางแผนสำหรับอนาคตได้  นี่คือเหตุผลที่เมื่อเราอ่านหนังสือ และจินตนาการไปถึงความรู้สึกของผู้เขียนว่าเขาหมายความว่าอย่างไร และคิดอย่างไร  การปฏิบัติที่ไม่ยอมรับข้อจำกัดและไม่เห็นคุณค่าของมนุษย์ ถือว่าเป็นการสร้างผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่แม่นยำ

ดร.ประมวล  ศิริผันแก้ว  แปล และปรับมาจาก Bronoski (1978),
Diederich(1967) และ Whaley & Surratt(1967) 
วารสาร The Kansas School Naturalist, Vol.35,No.4,  April 1989

 


 

การบูรณาการการเรียนรู้ข้ามสาระหลักสูตร เรื่องระเบิดน้ำ และจรวด

ครู Arison Tiltman มีความสนใจทำงานไกล้ชิดกับหมวดวิชาอื่นๆในการกระตุ้นให้ มีการเรียนรู้บูรณาการข้ามสาระหลักสูตร

ในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ผสมผสาน วิชาออกแบบและเทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ ของนักเรียน ชั้นปีที่ 9  ครู Tilman  กำหนดให้นักเรียนจินตนาการว่าเป็นผู้ดำเนินการของบริษัทผลิตเครื่องสำอางค์  ซึงจะต้องออกแบบ สร้างผลิตภัณฑ์ และขาย ระเบิดน้ำ

ในชั้นเรียนวิชาออกแบบและเทคโนโลยี  นักเรียนทำแม่พิมพ์ลูกระเบิดโดยใช้เครื่องอัดสุญญากาศ และออกแบบบรรจุผลิตภัณฑ์  ในขณะที่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์นักเรียนก็ช่วยกันผสมสารเคมีเพื่อทำระเบิดน้ำ  และในวิชาคณิตศาสตร์นักเรียนก็คิดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจนี้

รายการนี้ก็ทำเช่นเดียวกันกับโครงการ จรวด ซึ่งมีสามารถดำเนินการในวิชา วิทยาศาสตร์ การออกแบบ และเทคโนโลยี  และคณิตศาสตร์

Share

 

สมัครสมาชิกสมาคม

ป้ายโฆษณา

Facebook

ลิงค์ภายนอก

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา